วัดสุนีย์ศรัทธาธรรม
หน้าหลัก
-หน้าหลัก
-ประวัติ
-ข่าวสาร
-วิธีอุปสมบท มหานิกาย
-การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
-กระดานสนทนา
-ห้องภาพ
-แผนที่ไปวัด

สาระน่ารู้
-ประวัติพระพุทธศาสนา
-หลักธรรมะ
-ทศชาติชาดก
-พุทธสถาน
-ต้นไม้ในพุทธประวัติ

กว่าจะมาเป็นพระเครื่อง

ศาสนาพิธี

-ทำบุญวันเกิด
-ทำสังฆทานอย่างไรได้ประโยชน์
-การกรวดน้ำ
-การแผ่เมตตา
-การทำบุญ เลี้ยงพระ
-การตักบาตร
-วันสำคัญทางศาสนาพุทธ

เกร็ดความรู้

- การประพฤติพรหมจรรย์
-หิว เป็น นามธรรม
-มหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ
-มงคล 38 ประการ

รูปภาพน่ารัก












วิธีบรรพชาอุปสมบทแบบมหานิกาย

     
 
 


กุลบุตรผู้มีศรัทธามุ่งบรรพชาอุปสมบทพึงรับผ้าไตรอุ้มประณมมือเข้าไปในสังฆสันนิบาตวางผ้าไตร
ไว้ข้างตัวข้างซ้ายรับเครื่องสักการะถวายพระอุปัชฌายะ แล้วกราบด้วยเบญจางค ประดิษฐ์ ๓ ครั้ง
ั้
แล้วอุ้มผ้าไตรประณมมือยืนขึ้น เปล่งวาจาขอบรรพชาด้วยคำมคธว่า
อุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง
สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุอะนุโมทามิฯ อุกาสะ การุญญัง กัตวา ปัพพัชชัง
เทถะ เม ภันเต (นั่งลงคุกเข่าประณมมือว่าอะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ ทุติยัมปิ อะหัง
ฯลฯ ยาจามิ ตะติยัมปิ อะหังฯลฯ ยาจามิ สัพพะทุกขะนิสสะระณะนิพพานะสัจฉิกะระณัตถายะ อิมัง
กาสาวัง คะเหตวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปังอุปาทะยะ ว่า ๓ หน (พระอุปัชฌายะรับผ้าไตรไปแล้วว่าต่อไป)
สัพพะทุกขะนิสสะระณะนิพพานะสัจฉิกะระณัตถายะ เอตังกาสาวัง ทัตวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง
อุปาทะยะ ฯ ว่า ๓ หนในลำดับนั้น พระอุปัชฌายะรับผ้าไตรจากผู้บรรพชาอุปสมบท และบอก

ตะจะปัญจะกะกัมมัฏฐาน ให้ว่าตามไปทีละบท โดยอนุโลมและปฏิโลม ดังนี้
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ
ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา ฯ
พระอุปัชฌายะชักอังสะออกจากไตรห่มแล้ว สั่งให้ออกไปครองผ้าครบไตรจีวรตามระเบียบ ครั้นเสร็จแล้วรับเครื่องไทยทานเข้าไปหาพระอาจารย์ ถวายท่านแล้วกราบลง ๓ หน
ยืนประณมมือเปล่งวาจาขอสรณะและศีล ดังนี้
อุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง
สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุ-โมทามิฯ อุกาสะ การุญญัง กัตวา ติสะระเณนะ
สะหะสีลานิ เทถะ เม ภันเต ( นั่งคุกเข่าขอสรณะและศีลดังต่อไปนี้ )
อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ ทุติยัมปิ อะหังภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต
สะระณะสีลัง ยาจามิฯลำดับนั้น พระอาจารย์กล่าวคำนมัสการนำให้ผู้มุ่งบรรพชาว่าไปตาม ดังนั้น
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ ว่า ๓ หน ฯ
แต่นั้นท่านจะสั่งด้วยคำว่า " เอวัง วะเทหิ " หรือ" ยะมะหัง วะทามิ ตัง วะเทหิ "พึงรับว่า " อามะ ภันเต "
ครั้นแล้ว ท่านนำให้เปล่งวาจาว่าสรณคมน์ พึงว่าตามไปทีละพากย์ ดังนี้
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ฯ ธัมมัง สะระณังคัจฉามิ ฯ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ฯ
ทุติยัมปิ พุทธังสะระณัง คัจฉามิ ฯ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ฯทุติยัมปิ สังฆังสะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง ฯสะระณัง คัจฉามิ ฯ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ฯตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ เมื่อจบแล้วท่านบอกว่า " สะระณะคะมะณัง นิฏฐิตัง "
พึงรับว่า " อามะ ภันเต "ลำดับนั้นพระอาจารย์จะบอกให้รู้ว่า
การบรรพชาเป็นสามเณรสำเร็จด้วย
สรณคมน์เพียงเท่านี้ ตั้งแต่นั้นพึงสมาทานศีลสิกขาบท ๑๐ ประการ ว่าตามท่านไป ดังนี้
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ฯ
อทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ฯ
อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ฯ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ฯ สุราเมระ
ยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ฯ
วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ฯ
นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา เวระมะณี สิกขาปะทังสะมาทิยามิ ฯ
มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะ
วิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ฯ
อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมา
ทิยามิ ฯ
ชาตะรูปะระชะตะปะฏิคคะหะณา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ฯ
อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สะมา-ทิยามิ ฯ ว่า ๓ หน จบแล้วกราบลง ๑ หน แล้วยืนขึ้นว่า ฯ
อุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง
สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุอะนุโมธามิ ฯ แล้วนั่งลงกราบ ๓ หน
อุปสมบท
ในลำดับนั้น สามเณรพึงรับบาตรอุ้มเข้าไปหาพระอุปัชฌายะในสังฆสันนิบาตวางไว้ข้างด้านซ้าย รับเครื่องไท
ยทานถวายท่านแล้วกราบลง ๓ หน ยืนขึ้นประณมมือกล่าวคำขอนิสัยว่าดังนี้
วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเตมะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง สามินา
กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯอุกาสะ การุญญัง กัตวา นิสสะยัง เทถะ เม ภันเต(แล้วนั่งคุกเข่าลงประณมมือว่า ) อะหัง ภันเต นิสสะยังยาจามิ ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ ตะติยัมปิอะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ ฯ อุปัชฌาโย เม ภันเตโหหิ ฯ (วรรคนี้ว่า ๓ หน) เมื่อพระอุปัชฌายะกล่าวรับแล้วว่า
อุกาสะ สัมปะฏิจฉามิ ฯ อัชชะตัคเคทานิ เถโร มัยหังภาโร อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร ฯ ( วรรคนี้ว่า ๓ หน ) แล้ว
กราบลง ๓ หน ฯตั้งแต่ " อุปัชฌาโย ฯลฯ เถรัสสะ ภาโร "๓ วรรคนี้ พระอุปัชฌายะบางองค์ ให้ว่ารวดเดียวตามแบบนั้นก็มีให้ว่าเป็นตอน ๆ ดังนี้ คือ เมื่อสามเณรว่า "อุปัชฌาโยเม ภันเต โหหิ " ๓ หน
แล้วพระอุปัชฌายะกล่าวรับว่า"โอปายิกัง ปะฏิรูปัง "" ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ " บทใด
บทหนึ่ง พึงรับว่า " อุกาสะ สัมปะฏิจฉามิ " ทุกบทไป แล้วสามเณรพึงกล่าวรับเป็นธุระให้ท่านว่า
" อัชชตัคเคทานิ ฯลฯ
ภาโร " ๓ หนฯ (กราบลง ๑ หน ) แล้วยืนขึ้นว่า วันทามิภันเต ฯลฯ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ
ลำดับนั้น พระอุปัชฌายะ หรือพระกรรมวาจาจารย์ เอาบาตรมีสายคล้องตัวผู้มุ่งอุปสมบท และบอกบาตรและจีวร ผู้มุ่งอุปสมบทพึงรังว่า " อามะ ภันเต " ๔ หนดังนี้
คำบอกบาตรจีวร คำรับ
๑. อะยันเต ปัตโต รับว่า อามะ ภันเต
๒. อะยัง สังฆาฏิ รับว่า อามะ ภันเต
๓. อะยัง อุตตะราสังโค รับว่า อามะ ภันเต
๔. อะยัง อันตะระวาสะโก รับว่า อามะ ภันเต
ต่อจากนั้น พระอาจารย์ท่านบอกให้ออกไปข้างนอก ว่า"คัจฉะ อะมุมหิ โอกาเส ติฏฐาหิ " พึงถอยออกลุกขึ้น
เดินไปยืนอยู่ในที่กำหนดไว้ พระอาจารย์ท่านสวดสมมติตนเป็นผู้สอนซ้อม แล้วออกไปสวดถามอันตรายิกธรรม พึงรับว่า
" นัตถิ ภันเต ๕ หน อามะ ภันเต ๘ หน " บอกชื่อตนเอง
และพระอุปัชฌายะ รวม ๒ หน ดังนี้
ถาม ตอบ
๑. กุฏฐัง ตอบว่า นัตถิ ภันเต
๒. คัณโฑ ตอบว่า นัตถิ ภันเต
๓. กิลาโส ตอบว่า นัตถิ ภันเต
๔. โสโส ตอบว่า นัตถิ ภันเต
๕. อะปะมาโร ตอบว่า นัตถิ ภันเต
๑. มะนุสโสสิ๊ รับว่า อามะ ภันเต
๒. ปุริโสสิ๊ รับว่า อามะ ภันเต
๓. ภุชิสโสสิ๊ รับว่า อามะ ภันเต
๔. อะนะโณสิ๊ รับว่า อามะ ภันเต
๕. นะสิ๊ราชะภะโต รับว่า อามะ ภันเต
๖. อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิตูหิ รับว่า อามะ ภันเต
๗. ปะริปุณณะวีสะติวัสโสสิ๊ รับว่า อามะ ภันเต
๘. ปะริปุณณันเต ปัตตะจีวะรัง รับว่า อามะ ภันเต
๑. กินนาโมสิ๊ รับว่า อะหัง ภันเต ............. นามะ
๒. โก นามะ เต อุปัชฌาโย รับว่า อุปัชฌาโย เมภันเต อายัสมา.................. นามะ
บทว่า กินนาโมสิ๊ ตรง........... พระอุปัชฌายะบางองค์ ท่านเปลี่ยน
ตามชื่อของอุปสัมปทาเปกขะ
ข้อนี้ท่านจะให้ก่อนวันบวช แล้วพึงจดจำไว้ให้ดี บทว่า โก นามะ เต อุปัชฌาโย ตรง....... ก็เช่นเดียวกัน เปลี่ยน
ตามชื่อของอุปัชฌายะ ซึ่งท่านจะบอกให้ก่อนวันบวชเช่นกัน ฯครั้นสวดสอนซ้อมแล้ว
ท่านกลับเข้ามาสวดขอเรียกอุปสัมปทาเปกขะเข้ามา อุปสัมปทาเปกขะ พึงเข้ามาในสังฆสันนิบาต
กราบลงตรงหน้าพระอุปัชฌายะ ๑ หน แล้วนั่งคุกเข่าประณมมือ เปล่งวาจาขออุปสมบท ว่าดังนี้
สังฆัม ภันเต อุปะสัมปะทัง ยาจามิ อุลลุมปะตุมัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ ภันเตสังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ อุลลุมปะตุ มัง ภันเตสังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัมปิ ภันเต สังฆังอุปะสัมปะทัง ยาจามิ อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆอะนุกัมปัง อุปาทายะ ฯ
ในลำดับนั้นพระอุปัชฌายะกล่าวเผดียงสงฆ์แล้ว(บางองค์ก็ไม่กล่าวอะไร)พระอาจารย์สวดสมมุติตน
ถามอันตรายิกธรรมอุปสัมปทาเปกขะพึงว่า "นัตถิ ภันเต "๕ หน "อามะภันเต " ๘ หน
บอกชื่อตนเอง และบอกชื่อพระอุปัชฌายะรวมกัน ๒ หน เหมือนที่กล่าวแล้วในหนหลัง ฯ แต่นั้นพึงนั่งฟังท่านสวดกรรมวาจาอุปสมบท ไปจนจบ ครั้นจบแล้ว ท่านเอา
บาตรออกจากตัว แล้วพึงกราบลง ๓ หน แต่นั้นพึงนั่งพับเพียบประณมมือ ฟังพระอุปัชฌายะ
บอกอนุศาสน์ไปจนจบ แล้วรับว่า"อามะ ภันเต " เป็นเสร็จพิธีอุปสมบทแล้ว กราบ พระอุปัชฌายะ
๓ หน ถ้ามีไทยทานถวาย ก็ให้รับไทยทานถวายพระอันดับ เสร็จแล้วคอยฟังพระอนุโมทนาต่อ
เมื่อพระอนุโมทนาพึงกรวดน้ำตั้งใจอุทิศบุญกุศลส่วนนี้ให้แด่ท่านผู้มีพระคุณ เมื่อพระว่า"ยะถา " จบ
ก็เทน้ำโกรกลงให้หมด ตั้งแต่นั้นประณมมือฟังอนุโมทนาไปจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี ฯ

จบวิธีอุปสมบทแบบมหานิกาย