วัดสุนีย์ศรัทธาธรรม
หน้าหลัก
-หน้าหลัก
-ประวัติ
-ข่าวสาร
-วิธีอุปสมบท มหานิกาย
-การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
-กระดานสนทนา
-ห้องภาพ
-แผนที่ไปวัด

สาระน่ารู้
-ประวัติพระพุทธศาสนา
-หลักธรรมะ
-ทศชาติชาดก
-พุทธสถาน
-ต้นไม้ในพุทธประวัติ

กว่าจะมาเป็นพระเครื่อง

ศาสนาพิธี

-ทำบุญวันเกิด
-ทำสังฆทานอย่างไรได้ประโยชน์
-การกรวดน้ำ
-การแผ่เมตตา
-การทำบุญ เลี้ยงพระ
-การตักบาตร
-วันสำคัญทางศาสนาพุทธ

เกร็ดความรู้

- การประพฤติพรหมจรรย์
-หิว เป็น นามธรรม
-มหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ
-มงคล 38 ประการ

รูปภาพน่ารัก












การปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
โดย
พระเทพปัญญาเมธี เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา
เจ้าอาวาส วัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ (พระอารามหลวง)

 
 

การเดินจงกรม ก่อนเดินให้ยกมือไขว้หลัง มือขวาจับมือซ้ายวางไว้ตรงกระเบนเหน็บ ยืนตัวตรง หลับตา เงยหน้า ให้สติจับอยู่ที่กลางหน้าผากกำหนดว่า " ยืน - หนอ" ช้าๆ ๖ ครั้ง เริ่มจากศรีษะลงมาปลายเท้า และจากปลายเท้าขึ้นไปบนศรีษะ กลับขึ้นกลับลงจนครบ ๖ครั้ง แต่ละครั้งแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกกำหนดว่า "ยืน" จิตวาดมโนภาพร่างกายจากศรีษะลงมาหยุดที่สะดือ กำหนดว่า "หนอ" จากสะดือลงไปปลายเท้า กำหนดว่า ยืน จากปลายเท้ามาหยุดที่สะดือ กำหนดว่า หนอ จากสะดือไปกลางหน้าผาก กำหนดกลับไปกลับมาจนครบ ๖ ครั้ง ขณะนั้นให้สติอยู่ในร่างกาย อย่าให้ออกไปนอกกายเสร็จแล้วก้มหน้า ลืมตาขึ้น ตามองที่ปลายเท้าข้างที่กำหนด สติคุมจิตอยู่ที่เท้า
การเดิน กำหนดว่า "ขวา-ย่าง-หนอ" กำหนดในใจว่า ขวา ต้องยกส้นเท้าขวาขึ้นจากพื้นประมาณ ๒ นิ้ว เท้ากับใจนึกต้องให้พร้อมกันกำหนดว่า ย่าง ต้องก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าอย่างช้าที่สุด เท้ายังไม่เหยียบพื้น กำหนดว่า "หนอ" เท้าลงถึงพื้นพร้อมกัน เวลายกเท้าซ้ายก็เหมือนกัน กำหนดว่า "ซ้าย-ย่าง-หนอ "คงปฏิบัติเช่นเดียวกันกับ "ขวา-ย่าง-หนอ" ระยะก้าวในการเดินห่างกันประมาณ ๑ คืบเป็นอย่างมาก เพื่อการทรงตัวขณะก้าวจะได้ดีขึ้น (ควรเดินประมาณ ๗ ก้าว ) เมื่อเดินสุดสถานที่ใช้เดินแล้ว ก้าวสุดท้ายให้นำเท้าขวามาชิดกับเท้าซ้ายพร้อมกับกำหนดว่า"ขวา-ชิด-หนอ" จากนั้นหลับตาและเงยหน้าขึ้น กำหนด ยืนหนอ ช้าๆ อีก ๖ ครั้ง ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว ก้มหน้า ลืมตา และกำหนดกลับ
ท่ากลับ การกลับ กำหนดว่ากลับ - หนอ ๆ ๘ ครั้ง กำหนดว่า กลับ เปิดปลายเท้าขวาให้ส้นเท้าขวาติดพื้น หมุนไปทางขวา ๔๕ องศา และวางเท้าลงพร้อมกับกำหนดว่า หนอ ครั้งที่ ๒ กำหนดว่า กลับ ยกเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา วางเท้าซ้ายพร้อมกับกำหนดว่า หนอ
ครั้งที่ ๓ ทำเหมือนครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๔ ทำเหมือนครั้งที่ ๒ ทำไปจนครบ ๘ ครั้ง จะอยู่ในท่ากลับ ๑๘o องศา หลังจากนั้นให้กำหนด ถอย – กลับ - หนอ ๒ ครั้ง โดยครั้งแรกให้ถอยเท้าขวาไปด้านหลังก่อน ครั้งที่สองจึงถอยเท้าซ้ายตามมาเพื่อรักษาพื้นที่ในการเดินไว้ และเป็นการจัดระเบียบแถวในกรณีของ
การปฏิบัติเป็นหมู่คณะจากนั้นกำหนดหลับตา เงยหน้า กำหนด ยืน – หนอ ช้าๆอีก ๖ ครั้ง และกำหนดเดินต่อไป
จนครบตามเวลาที่ต้องการ

การนั่งกระทำต่อจากการเดินจงกรม อย่าให้ขาดตอนลง เมื่อเดินจงกรมถึงที่ที่จะนั่ง ให้กำหนด ยืน – หนอ ๖
ครั้ง ตามที่กระทำมาแล้วเสียก่อน แล้วกำหนดปล่อยมือลงข้างตัวว่า ปล่อย – มือ – หนอ ช้าๆ จนกว่าจะลงสุด เวลานั่งค่อยๆย่อตัวลงพร้อมกำหนดตามอาการที่ทำไปจริงๆ เช่น ย่อ – ตัว – หนอ ๆ นั่ง – หนอ ๆ จับขา – หนอ ๆ ยก – หนอ (ยกขาขวาขึ้น ) วาง – หนอ (วางเขาขวาทับขาซ้าย กำหนดว่าซ้าย ให้มีสติรู้อยู่ที่มือซ้าย ยก – หนอ (ยกมือซ้ายขึ้นตรงๆในลักษณะคว่ำมือ) หงาย - มือ – หนอ (หงายมือซ้ายในลักษณะแบมือ) มา – หนอ (ขยับมือซ้ายเข้าหาตัว) ลง – หนอ (ลดระดับมือลง) เมื่อมือถูกขากำหนดว่า ถูก – หนอ จากนั้นกำหนดที่มือขวาในลักษณะเดียวกันจะทำให้อยู่ในท่านั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้ายพอดี

วิธีนั่งขัดสมาธิ คือ ขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรงหลับตา เอาสติมาเพ่งอยู่ที่สะดือที่ท้องพอง ยุบ เวลาหายใจเข้าท้องพอง กำหนดว่าพอง – หนอ ใจนึกกับที่ท้องพองต้องให้ทันกัน
อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบ – หนอ ใจนึกกับท้องที่ยุบต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลัง ที่สำคัญให้สติเพ่งอยู่ที่ท้องพองยุบเท่านั้น อย่ากำหนดลมที่จมูก อย่าเบ่งหรือเกร็งท้อง ให้มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่า ท้องพองไปข้างหน้าท้องยุบไปข้างหลัง อย่าให้เห็นเป็นไปว่าท้องพองขึ้นข้างบนท้องยุบลงข้างล่างให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไป จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด

เมื่อมี เวทนา เวทนาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด จะต้องบังเกิดขึ้น แก่ผู้ปฏิบัติแน่นอน ผู้ปฏิบัติจะต้องมีความอดทนเพื่อเป็นการสร้างขันติบารมีไปด้วยถ้าผู้ปฏิบัติขาดความอดทนเสียแล้ว การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ย่อมไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่นั่งหรือเดินที่จงกรมนั้น ถ้ามีเวทนา ความเจ็บ ปวด เมื่อย คันเกิดขึ้นให้หยุดเดิน หรือหยุดกำหนด พอง – ยุบ ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาที่เกิด และกำหนดไปตามความเป็นจริงว่า ปวด – หนอ เจ็บ – หนอ เมื่อย – หนอ คัน – หนอ เป็นต้น ให้กำหนดติดต่อกันไปจนกว่าจะหาย เมื่อเวทนาหายไปแล้วให้กำหนดนั่ง หรือเดินต่อไป
จิต ๓. เวลานั่งอยู่หรือเดินอยู่ถ้าจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สิน หรือคิดฟุ้งซ่าน ต่าง ๆ นานา ให้เอาสติเพ่งที่ลิ้นปี่พร้อมกำหนดว่า คิดหนอ ไปจนกว่าจะหยุดคิด แม้ดีใจ เสียใจ หรือโกรธ ก็กำหนดเช่นกันว่า ดีใจ – หนอ เสียใจ – หนอ โกรธ – หนอ เป็นต้น

เวลานอน ค่อยๆเอนตัวลงนอนพร้อมกับกำหนดตามไปว่า นอน – หนอ ๆๆ จนกว่าจะนอนเรียบร้อย ขณะนั้นให้เอาสติตั้งอยู่กับอาการเคลื่อนไหวร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อยแล้ว ให้เอาสติมาเพ่งที่ท้องแล้วกำหนดว่า พอง – หนอ ยุบ – หนอ ติดต่อกันไป ให้คอยสังเกตว่าจะหลับไป ขณะพองหรือขณะยุบ

อิริยาบถต่างๆ การเดินไปในที่ต่าง ๆ การเข้าห้องน้ำ การเข้าห้องส้วม การรับประทานอาหาร และกระทำกิจการงานทั้งปวง ผู้ปฏิบัติต้องมีสติกำหนดอยู่ทุกขณะในอาการเหล่านี้ตามความเป็นจริง
คือ มีสติสัมปชัญญะเป็นปัจจุบัน อยู่ตลอดเวลา หมายเหตุ การเดินจงกรมนั้น กระทำการเดินได้ถึง ๖ ระยะ
แต่ในที่นี้ได้อธิบายเพียงระยะเดียว การเดินระยะต่อไปนั้นต้องเดินระยะที่ ๑ ให้ถูกต้อง คือ ได้ปัจจุบันธรรมจริง จึงเพิ่มระย่ะต่อไป ตามผลของการปฏิบัติของแต่ละบุคคล

สรุปการกำหนดต่าง ๆ พอสังเขป ดังนี้
๑ เห็นรูป จะหลับตาหรือลืมตาก็แล้วแต่ ให้ตั้งสติไว้ที่ตา กำหนดว่า เห็น – หนอ ไปจนกว่าจะรู้สึกว่า เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้ ถ้าหลับตาอยู่ ก็กำหนดไปจนกว่าภาพนั้นจะหายไป
๒ หูได้ยินเสียง ให้ตั้งสติไว้ที่หู กำหนดว่า เสียง – หนอ ไปจนกว่าจะรู้สึกว่า เสียงก็สักแต่ว่าเสียง ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้
๓ จมูกได้กลิ่น ตั้งสติไว้ที่จมูก กำหนดว่า กลิ่น – หนอ ไปจนกว่าจะรู้สึกว่า กลิ่นก็สักแต่ว่ากลิ่น ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้
๔ ลิ้นรับรู้รส ตั้งสติไว้ที่ลิ้น กำหนดว่า รส – หนอ ไปจนกว่าจะรู้สึกว่า รสก็สักแต่ว่ารส ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้
๕ การถูกต้องสัมผัส ตั้งสติไว้ตรงที่สัมผัส กำหนดไปตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ละความพอใจและความไม่พอใจออกเสียได้
๖ ใจนึกคิดอารมณ์ ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ กำหนดว่า คิด – หนอ ไปจนกว่าความนึกคิดจะหายไป
๗ อาการบางอย่าเกิดขึ้น กำหนดไม่ทัน หรือกำหนดไม่ถูกว่าจะกำหนดอย่างไร ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ กำหนดว่า รู้ – หนอ ไปจนกว่าอาการนั้นจะหายไป

การที่เราตั้งสติและกำหนดจิตไว้เช่นนี้ จะเป็นเหตุให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง และบาปอกุศลอื่นไม่เกิดขึ้นในจิต การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยใช้สติกำหนดพิจารณาทางอายตนะภายใน สติจะปิดกั้นกระแสของกิเลสตัณหามิให้หลั่งไหลมาสู่จิตได้ สภาวธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป เมื่อฝึกสติให้เกิดขึ้นติดต่อกันไปไม่ขาดสาย สติย่อมรักษาจิตให้ผ่องใส่ไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส กุศลธรรมเหล่าอื่น เช่นความละอายต่อบาป ความเกรงกลัวผลของบาป ความไม่โลภ ความไม่โกรธ และอื่น ๆ ย่อมเจริญงอกงามขึ้น ปัญญา ความรู้แจ้งเห็นจริงในกองสังขาร รูปนาม ขันธ์ ๕ ย่อมเกิดขึ้น จิตย่อมบริสุทธิ์เพราะปัญญา

คาถาแผ่ส่วนกุศล
อิทัง ภูมิพะละมหาราชัสสะ สะราชินียา โหตุ สุขิโต โหตุ อะโรโค โหตุ ทีฆายุโก โหตุ ภูมิพะโล มหาราชา สะราชินี
ขอส่วนบุญนี้ จงสำเร็จแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ จงทรงพระเกษมสำราญ ปราศจากโรคาพยาธิแผ้วพาล มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ชั่วนิรันดร์เทอญ
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดา บิดาของข้าพเจ้า ขอให้มารดา บิดาของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข
อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

คาถาแผ่เมตตาตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์
อะหัง อะเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากเวร
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจาใจให้พันจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเถิด

บทเมตตา
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ
จงเป็นผู้ไม่มีเวรแก่กันและกันเถิด
อัพยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน
อะนีฆา โหนตุ
จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กาย ทุกข์ใจเถิด
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงเป็นผู้มีสุข พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

คำแผ่เมตตา
ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล
บุญกุศลนี้แผ่ไปให้ไพศาล
ถึงมารดา บิดา ครู อาจารย์
ทั้งลูกหลาน ญาติมิตรสนิทกัน
อีกผู้เคยร่วมกิจการงานทั้งหลาย
ขอให้ได้ส่วนกุศลผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรม นายเวร เทพเทวัญ
ขอทุกท่านได้กุศลผลนี้เทอญฯ