วัดสุนีย์ศรัทธาธรรม
หน้าหลัก
-หน้าหลัก
-ประวัติ
-ข่าวสาร
-วิธีอุปสมบท มหานิกาย
-การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
-กระดานสนทนา
-ห้องภาพ
-แผนที่ไปวัด

สาระน่ารู้
-ประวัติพระพุทธศาสนา
-หลักธรรมะ
-ทศชาติชาดก
-พุทธสถาน
-ต้นไม้ในพุทธประวัติ

กว่าจะมาเป็นพระเครื่อง

ศาสนาพิธี

-ทำบุญวันเกิด
-ทำสังฆทานอย่างไรได้ประโยชน์
-การกรวดน้ำ
-การแผ่เมตตา
-การทำบุญ เลี้ยงพระ
-การตักบาตร
-วันสำคัญทางศาสนาพุทธ

เกร็ดความรู้

- การประพฤติพรหมจรรย์
-หิว เป็น นามธรรม
-มหาบุรุษลักษณะ 32 ประการ
-มงคล 38 ประการ

รูปภาพน่ารัก












ประวัติพระพุทธศาสนา

ความหมาย

     พระพุทธศาสนา ( Buddhism) คือ ศาสนาที่ถือว่าธรรมะเป็นความจริงสากล ที่ใครก็ตามหากสิ้นกิเลสก็จะพลได้ด้วยตนเอง แต่ผู้ที่ได้บำเพ็ญบารมีจนตรัสรู้ และสามารถตั้งพุทธบริษัทปัจจุบันขึ้นได้ คือ พระพุทธโคตม ซึ่งเป็นองค์หนึ่งในบรรดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามากมายที่ได้เคยตั้งพุทธบริษัทมาแล้ว และที่จะตั้งต่อไปในอนาคต ยังมีพระพุทธเจ้าอีกมากที่ตรัสรู้แต่ไม่มีบารมีพอให้ตั้งพุทธบริษัทได้ จึงให้ผลเฉพาะตัวเรียกว่า ปัจเจกพุทธเจ้า

    จึงเห็นได้ว่า จากความสำนึกดังกล่าวข้างต้น ทำให้ชาวพุทธมีใจกว้าง เพราะถือเสียว่าธรรมะมิได้มีในพระพุทธศาสนาของพระโคตมเท่านั้น แต่คนดีทั้งหลายก็อาจจะพบธรรมะบางข้อได้ และแม้แต่ชาวพุทธเอง พระพุทธเจ้าก็ทรงปรารถนาให้แสวงหาและเข้าใจธรรมะด้วยตนเอง พระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่ง คือ ผู้ช่วยเกื้อกูลให้แต่ละคนสามารถพึ่งตนเองในที่สุด "ตนของตนเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง" อาจกล่าวได้ว่าพุทธศาสนิกที่แท้จริง คือ ผู้ที่แสวงหาธรรมะด้วยตนเองและพบธรรมะด้วยตนเอง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า พยายามพัฒนาธาตุพุทธะในตัวเอง

ลักษณะคำสอนของพระพุทธศาสนา   
   ลักษณะเด่นของพระพุทธศาสนา คือ เป็นศาสนาแห่งการวิเคราะห์ กล่าวคือ เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ทั้งความเป็นจริงและข้อธรรมได้ดีเยี่ยมเป็นพิเศษ เช่น วิเคราะห์จิตได้ละเอียดลอออย่างน่าอัศจรรย์ใจ วิเคราะห์ธรรมะออกเป็นข้อ ๆ อย่างละเอียดสุขุมและประสานสัมพันธ์กันเป็นระบบที่แน่นแฟ้น หากจะพยายามอธิบายธรรมะข้อใดสักข้อหนึ่ง ก็จะต้องอ้างถึงธรรมะข้ออื่นๆ เกี่ยวโยงไปทั้งระบบ วิธีการวิเคราะห์ธรรมะอย่างนี้ บางสำนักของศาสนาฮินดูได้เคยทำมาบ้าง แต่ก็ไม่สามารถทำได้เด่นชัดอย่างธรรมะที่สอนกันในพระพุทธศาสนา จึงควรยกย่องได้ว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการวิเคราะห์ และเมื่อกล่าวเช่นนี้ก็มิได้หมายความว่าพระพุทธศาสนาไม่สนใจด้านอื่นๆ ทั้งมิได้หมายความเลยไปถึงว่าศาสนาอื่นๆ ไม่รู้จักวิเคราะห์ หามิได้ ต้องการหมายเพียงแต่ว่าพระพุทธศาสนาเด่นกว่าศาสนาอื่นๆ ในด้านวิเคราะห์เท่านั้น และถ้าหากศาสนาต่างๆ จะพึ่งพาอาศัยกันและกันก็พระพุทธศาสนานี่แหละสามารถให้ตัวอย่างในการวิเคราะห์ข้อธรรมะได้อย่างดีเยี่ยม ในขณะที่ศาสนาอื่นๆ อาจจะบริการด้านอื่นๆ ที่ได้ปฏิบัติมาอย่างเด่นชัด เช่น ศาสนาพราหมณ์ในเรื่องจารีตพิธีกรรม ศาสนาอิสลามในเรื่องกฎหมาย เป็นต้น แต่ทั้งนี้แล้วแต่ว่าสมาชิกแต่ละคนของแต่ละศาสนาจะสนใจร่วมมือกันในทางศาสนามากน้อยเพียงใด

ชีวประวัติของพระพุทธเจ้า
ประสูติ
   พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า สิทธัตถะ โคตมะ ประสูติ ณ สวนลุมพินีวัน ( ปัจจุบันนี้เรียกว่า รุมมิเดแขวงเปชวาร์ ประเทศเนปาล) ซึ่งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ กับกรุงเทวหะ ในวันเพ็ญเดือน 6 ( วิสาขะ) ปีจอ เมื่อก่อนพุทธศาสนาศักราช 80 ปี ทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ศากยวงศ์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ (เมืองหลวงของแคว้นสักกะ) กับพระนางสิริมหามายา ราชธิดาของกษัตริย์โกลิยวงศ์ ผู้ครองนครเทวทหะ

        ในสมัยนั้นมีดาบสองค์หนึ่งชื่อ อสิตะ หรือกาฬเทวิล ผู้ซึ่งเป็นคุ้นเคยและเป็นที่นับถือของราชตระกูลมาก เมื่อได้ทราบข่าวการประสูติของพระราชกุมาร จึงเข้าไปในพระราชวังเพื่อขอชมพระกุมาร เมื่อท่านได้เห็นพระกุมารมีลักษณะเลิศ ก็ทราบว่าต่อไปในภายหน้าพระกุมารนี้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าจึงได้ลุกขึ้นจากอาสน์คุกเข้าลงถวายอัญชลีแล้วกราบลงที่พระบาทพระกุมาร แล้วก็ทรงหัวเราะก้องไปทั้งปราสาท เพราะเห็นว่าเป็นลาภของตนที่ได้เห็นพระกุมารซึ่งมีลักษณะอันประเสริฐเช่นนั้น แต่เมื่อพิจารณาเห็นว่าตนจะต้องตายเสียก่อนจึงพลาดโอกาสที่จะได้มรรค ผล และนิพพาน มีความเสียดายนัก จึงได้ร้องด้วยเสียงอันดัง บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ได้เห็นดังนั้นจึงพากันพิศวงยิ่งนัก ต่างก็พากันไถ่ถามพระดาบส เมื่อได้ทราบว่าพระกุมารจะเป็นผู้มีเดชานุภาพยิ่งใหญ่ต่อไปในภายหน้า ต่างก็พากันกราบพระกุมาร แม้พระเจ้าสุทโธทนะเองก็ยอกรกราบอภิวันทนาการพระกุมารเช่นกัน แล้วดาบก็ทูลลากกลับเมื่อพระกุมารประสูติได้ 5 วัน พระเจ้าสุทโธทนะทรงทำพิธีทำนายลักษณะและขนานพระนามโดยเชิญพราหมณ์ 108 คนมาเลี้ยง แล้วได้คัดเลือกเอาพราหมณ์ชั้นยอด 8 คน ให้เป็นผู้ทำนายลักษณะพระกุมารพราหมณ์ 7 คน ได้ทำนายเป็นนัย คือ ถ้าพระกุมารครองความเป็นฆราวาสต่อไป จะได้เป็นบรมจักรพรรดิ   ถ้าพระกุมารออกบรรพชาจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เป็น ศาสตจารย์เอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์หนุ่มได้ทำนายไว้ประการเดียวว่า “ พระกุมารจะต้องออกบรรพชา และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน ” แล้วพราหมณ์เหล่านั้นก็ได้ก็ขนานพระนามพระกุมารว่า “ สิทธัตถะ ” ซึ่งหมายความว่า “ ต้องการอะไรเป็นสำเร็จทุกอย่าง ”

        ฝ่ายพระนางสิริมหามายาพระราชมารดา เมื่อประสูติพระกุมารได้ 7 วัน แล้วก็ทิวงคต โดยเหตุนี้พระเจ้าสุทโธทนะจึงได้ทรงมอบ
ภาระเลี้ยงดูพระกุมารให้แก่พระนางปชาบดีพระน้านาง ซึ่งเป็นพระชายาพระเจ้าสุทโธทนะเหมือนกันแม้ในกาลต่อมาพระนางมีโอรสองค์หนึ่ง
คือ เจ้าชายนันทะ และราชธิดาองค์หนึ่งคือ เจ้าหญิงรูปนันทา ก็ตามถึงกระนั้นพระนางกมิได้ทรงนำพาที่จะทะนุบำรุงให้ยิ่งไปกว่า
เจ้าชายสิทธัตถะ
   วันหนึ่งเป็นวันพระราชพิธีแรกนาขวัญ พระเจ้าสุทโธทนะพร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพาร พราหมณ์คหบดี ได้เสด็จไปทำพิธีแรกนาขวัญ ณ ทุ่งนาหลวง และได้เชิญพระกุมารออกไปด้วยโดยจัดที่ประทับไว้ให้ใต้ต้นหว้าใหญ่ มีพระพี่เลี้ยงนางนมบริบาลแวดล้อม ขณะที่พระราชาเสด็จลงทำพิธีไถนาเป็นปฐมฤกษ์พร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพารชั้นผู้ใหญ่รวม 108 ไถนั้น พวกพี่เลี้ยงก็ออกมาชมด้วย ทิ้งพระกุมารไว้ในม่านแต่พระองค์เดียวเมื่อพระกุมารอยู่ตามลำพังพระองค์เดียวก็ทรงลุกขึ้นเจริญภาวนาอานาสติกัมมัฏฐาน ยังปฐมฌานให้เกิดขึ้นได้ เวลานั้นเป็นเวลาบ่าย เงาแห่งต้นไม้ทั้งหลายได้ชายไปตามตะวันทั้งสิ้น แต่เงาไม้หว้าที่ประทับปรากฏตรง
อยู่เสมือนเวลาเที่ยง ครั้นพระเลี้ยงทั้งหลายกลับเข้าในม่านเห็นพระกุมารอยู่ในลักษณะเช่นนั้นก็พิศวงจึงออกไปกราบทูล
ให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบ เมื่อพระราชเสด็จไปเห็นก็ทรงรู้สึกอัศจรรย์พระทัยจึงยอพระหันต์ถวายอภิวาทพระกุมารเป็นคำรบสอง   
      เมื่อพระราชกุมารมีพระชนม์ได้ 7 พรรษา พระราชบิดาได้ทรงรับสั่งให้สร้างสระน้ำสำหรับพระกุมารและบริวารลงเล่น มี 3 สระด้วยกัน ปลุกอุบลบัวขาวสระหนึ่งปลูกประทุมบัวหลวงสระหนึ่ง และลูกปุณฑริกบัวขาวสระหนึ่ง ครั้นพระราชกุมารมีพระชนม์เจริญวัย 8 พรรษา ควรศึกษาศิลปวิทยาได้แล้ว พระราชบิดาก็ทรงนำไปมอบไว้ในสำนักครู “ วิศวมิตร ” ซึ่งเป็นครูประจำราชสำนัก สั่งสอนพระกุมารทุกสกุล เจ้าชายสิทธิธัตถะได้ทรงศึกษาศิลป์ศาสตร์ 18 ประการ ได้อย่างว่องไวจนสิ้นรู้อาจารย์ ได้แสดงความเฉลียวฉลาดในหมู่พระญาติ ไม่มีพระกุมารอื่นจะเทียมเท่า
      รู้เมื่อพระราชกุมารมีพระชนม์ได้ 16 พรรษา พระราชบิดา ได้ทรงรับสั่งให้สร้างปราสาทขึ้น 3 หลังเพื่อให้เหมาะสมแก่การ
ที่จะประทับอยู่ใน 3 ฤดู และให้สร้างลงในบริเวณอุทยานเดียวกัน มีทางเดินติดต่อกันทั้ง 3 หลัง เมื่อสร้างพระราชบิดายังไม่ให้เจ้าชาย
ขึ้นประทับจนกว่าทำการอภิเษกแล้ว จึงได้ไปสู่ขอพระเจ้าหญิงยโสธราพิมพา ราชธิดาพระเจ้าสุปปพุทธะ แห่งกรุงเทวทหะ มาอภิเษกให้ แล้วก็ให้ประทับอยู่อย่างสำราญในปราสาททั้ง 3 จนเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ 29 พรรษา
        วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะมีพระทัยปรารถนาจะเสด็จประพาสพระอุทยาน จึงรับสั่งให้นายฉันนะมหาดเล็กจัดรถเทียมด้วยม้า 4 ตัว ขับเที่ยวไปในอุทยาน ขณะที่กำลังเพลิดเพลินอยู่นั้นได้ทอดพระเนตรเห็นทูต คือ เทวดาจำแลงองค์เป็นชายผมหงอกขาว หลังโกง ถือไม้เท้ายันกันล้ม เดินกะโผลกกะเผลกไปในระหว่างทาง ก็ทรงแปลกพระทัย จึงถามนายฉันนะว่า ชายผู้นี้ทำไมจึงรูปร่างผิดกับคนทั่ว ๆ ไปเมื่อทรงทราบว่าเป็นธรรมดาที่ทุกคนจะต้องชราด้วยกันทั้งนั้น ก็บังเกิดสังเวชพระทัยเสด็จกลับพระราชวัง
       วันต่อเมื่อเจ้าชายได้เสด็จประพาสพระอุทยานอีก ก็ทรงพบคนเจ็บและคนตายในวาระที่สองและที่สาม ก็ทรงถามพังเช่นคราวก่อน เมื่อทรงทราบว่าเป้นของธรรมดาที่ทุกคนจะต้องเจ็บ จะต้องตาย ก็ทรงสลดสังเวชพระทัยเป็นทวีคูณ แต่ในวาระที่สี่ได้ทรงพบภาพบรรพชิต
นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ มีกิริยาสำรวมน่าเคารพเลื่อมใสยิ่งนัก จึงทรงถามนายฉันนะอีก เมื่อทรงทราบว่าเป็นผู้สงบ ไม่มีอันตราย ก็ทรงพอประทัยในบรรพชา ทำให้เจ้าชายมีพระทัยผ่องแผ้วเบิกบาน จึงเสด็จเที่ยวอยู่ในพระอุทยานตลอดวัน
       ในวันนั้นเองเจ้าหญิงพิมพาได้ประสูติโอรส พระเจ้าสุทโธทนะจึงให้มหาดเล็กไปทูลเจ้าชายให้ทรงทราบพระองค์กำลังพระทัย
น้อมไปในบรรพชา จึงออกพระโอษฐ์ว่า “ ห่วงบังเกิดขึ้นแก่เราแล้ว ” ตั้งแต่นั้นมาพระราชกุมารจึงได้นามว่า “ ราหุล ” ซึ่งแปลว่า
“ ห่วง ” แล้วในตอนเย็นพระองค์ ก็เสด็จกลับพระราชวัง

        เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ประสบพบว่าคนเราจะต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้แหละเป็นเหตุทำให้เกิดทุกข์ แล้วจึงทรงดำริต่อไปว่าสภาพทั้งปวงย่อมมีของแก้กัน เช่น มีร้อนก็มีเย็นแก้มีมืดก็มีสว่างแก้ มีทุกข์ก็ต้องมีสุขได้ และความสุขนั้นจะต้องพ้นไปเสียจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้ายังอยู่ในเพศฆราวาสก็คงหาทางแก้ทุกข์มิได้ ในตอนดึกคืนวันหนึ่ง เมื่อทรงมีพระชนมายุได้ 29 พรรษา ก็ตัดสินพระทัยเสด็จออกบรรพชา โดยยอมหนีจากพระนางพิมพาพระวรชายาคู่บารมีและโอรสราหุลสุดที่รักปานดวงพระทัย สละโภคสมบัติ ยศศักดิ์รัชทายาท และอำนาจวาสนาทั้งสิ้น แล้วเสด็จหนีออกจากพระราชวังที่ประทับโดยม้าทรงชื่อ “ กัณฐกะ ” พร้อมกับมหาดเล็กฉันนะในยามราตรี ถึงฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำอโนมา ( ซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างแคว้นสักกะกับแคว้นมัลละ ) ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และทรงเปลื้องเครื่องประดับต่าง ๆ ออกแล้วสวมใส่ชุดนักบวช อธิฐานเพศเป็นบรรพชิต เพื่อแสวงหาทางแห่งความพ้นทุกข์ต่อไป ครั้งแรกพระโคดมได้ประทับอยู่ ณ ป่ามะม่วงชื่อ อนุปิยอัมพวัน ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ฝั่งเมืองสาวัตถีอยู่ถึง 7 วัน จึงเสด็จมุ่งตรงไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

      ฝ่ายโกณทัญญะพราหมณ์ เมื่อได้ข่าวว่าเจ้าชายสิทธัตถะออกบวชแล้ว จึงได้ชวนบุตรพราหมณ์ที่เคยไปร่วมทำนายลักษณะเจ้าชายออกบวชตาม บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ จึงมีผู้บวชตามเพียง 5 คน รวมทั้งโกณทัญญะพราหมณ์ อีก 4 คน คือ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ

    ทั้ง 5 นี้ รวมเรียกว่า ปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 คนนี้ได้ตัดสินใจออกบวชติดตามมหาพระโคดมต่อไป และพระเจ้าพิมพิสารผู้ครองแคว้นมคธ เมื่อได้ทรงทราบข่าวการเสด็จออกบรรพชาของเจ้าชายสิทธัตถะ จึงได้เสด็จไปยังสำนักพระโคดม และได้ทูลถามถึงความเป็นมา วัตถุประสงค์ที่มา เมื่อทรงทราบว่าพระโคดมเป็นราชตระกูลในราชวงศ์ศากยะแห่งกรุงบิลพัสดุ์เกิดเบื่อโลกคิดออกบวชเพื่อกาทางพ้นทุกข์เช่นนี้ พระองค์ทรงชักชวนพระโคดมอยู่กับพระองค์ โดยทรงสัญญาว่าจะแบ่งราชสมบัติให้ปกครองกึ่งหนึ่ง ซึ่งได้รับการปฏิเสธจากพระโคดมโดยสุภาพ

ตรัสรู้
        เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนม์ได้ 29 พรรษาก็ได้มีเหตุดลใจให้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช เพราะขณะเสด็จประพาส
พระราชอุทยานทรงเห็น คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต ดังนั้นพระองค์ทรงคิดหาทางดับทุกข์ดังกล่าว โดยทรงตัดสินพระทัย   ออกบวช   ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานทีเพื่อค้นหาสัจธรรมที่จะช่วยเหลือชาวโลกให้พ้นทุกข์ หลังจากนั้นได้เสด็จไปทรงศึกษาในสำนัก อาฬาร ดาบสและ
อุทกดาบส จนหมดสิ้นความรู้แต่ก็ทรงพิจารณาว่า ไม่ใช้ทางที่จะพ้นทุกข์พระองค์จึงได้ลาดาบสทั้งสองนั้นไป แล้วไปตั้งความเพียรใหญ่อยู่ที่ตำบลอุรุเวลา ไม่ช้าพวกบุตรพราหมณ์ทั้ง 5 มีโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า ที่เรียกว่าพวกปัญจวัคคีย์ ก็ตามไปปฏิบัติด้วยคิดว่า พระมหาบุรุษจักเป็นพระพุทธเจ้าในไม่ช้า ในขณะนั้นพระองค์ได้เริ่มทรงบำเพ็ญ " ทุกรกิริยา " คือ ทรงอดอาหารก่อน จนกระทั่งซูบผอม แล้วทรงเจริญอัปปาณกฌาน คือกลั้นลมหายใจ และ ทุกรกิริยาอย่างอื่นอีกอยู่ตลอด 6 พรรษา เมื่อทรงเห็นว่าไม่ใช่หนทางแห่งการดับทุกทรงเลิกทรมานพระองค์แล้วกลับมาเสวยอาหาร ฝ่ายพวกปัญจวัคคีย์เห็นว่าพระองค์ทรงเลิกทุกรกิริยาแล้ว จักไม่สำเร็จแน่ จึงพากันทิ้งพระองค์ไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนะ
หลังจากนั้นพระองค์ก็ได้บำเพ็ญเพียรทางจิตในระดับสูงต่อไป และในคือวันเพ็ญเดือน 6 พระองค์ก็ได้พระญาณตามลำดับดังนี้
           - บุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ความระลึกชาติได้
           - จุตูปปาตญาณ คือ ความหยั่งรู้ในการเกิดของมนุษย์และสัตว์
           - อาสวักขยญาณ คือ ความรู้ในการขจัดกิเลสที่หมักหมมให้หมดสิ้นไป
พระญาณลำดับที่ 3 นี้ หมายถึง ความรู้แจ้งในอริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และได้อาสวักขยาณนี้นับว่าพระพุทธองค์สามารถดับกิเลสได้ โดยสิ้นเชิงเป็นการตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง จึงเรียกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
  " พระองค์ทรงตรัสรู้ เมื่อมีพระชนม์ 35 พรรษา ที่โพธิบัลลังก์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา

ปรินิพพาน

หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้เสด็จไปเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และ อัสสชิ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ทรงปฐมเทศนา " ธรรมจักกัปปวัตนสูตร " ซึ่งมีใจความสำคัญ 3 ตอน คือกลางที่เรียกว่า " มัชฌิมาปฏิปทา " หรืออริยมรรค มีองค์ 8
           - ทรงแสดงหลักธรรมที่จะทำให้พ้นทุกข์ ได้แก่ อริยสัจ 4
           - ทรงปฏิญญาว่า ทรงตรัสรู้พระองค์เอง และได้บรรลุธรรมวิเศษแล้ว

เมื่อทรงแสดงธรรมเสร็จแล้วพระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นองค์แรก จึงกล่าวว่า " สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีดับเป็นธรรมดา " พระโกณฑัญญะทูลขอบวช พระทุทธเจ้าจึงทรงประทานอุปสมบทให้ เรียกว่า " เอหิภิกขุอุปสัมปทา " และในวันที่แสดงปฐมเทศนานั้นเรียกชื่อว่า วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่มีพระรัตนตรัยครบทั้ง 3 ประการ คือ พระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ หลังจากปัญจวัคคีย์อุปสมบทแล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงเทศน์ " อนัตตลักขณสูตร " ปัญจวัคคีย์จึงสำเร็จเป็นอรหันต์ตามลำดับ และหลังจากที่ได้เทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 แล้ว พระองค์ได้เสด็จไปเทศนาโปรดสาวกกลุ่มต่างๆ ที่สำคัญ เป็นลำดับดังนี้
- พระยสะ กับหายอีก 54 คน
- ชฏิล 3 พี่น้อง และ บริวาร 1,000 คน
- พระเจ้าพิมพิสาร ข้าราชบริพาร และประชานชแห่งกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธในครั้งนี้พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายอุทยานเวฬุวันให้เป็น
ที่ประทับของพระพุทธเจ้า " วัดเวฬุวัน " จึงเป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา
           - เสด็จไปเทศนาโปรดพุทธบิดา และ พระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ และหลังจากนั้นจึงให้มีการจัดการบรรพชา " ราหุลเป็นสามเณรรูปแรก " พระเจ้าสุทโธทนะจึงขอร้องว่า " ขออย่าได้ทรงบวชใครโดยที่พ่อแม่เขายังไม่ได้อนุญาต "
หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่งสอนประชาชนในแคว้นต่างๆ เป็นเวลานานถึง 45 ปี มีพุทธบริษัทมากมาย จนกระทั่งมีพระชนม์ 80 พรรษา และในวันมาฆปูรณมี ( วันเพ็ญเดือน 3) ได้เสด็จไปสู่ปาวาลเจดีย์ ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า อีก 3 เดือนข้างหน้า
พระองค์จะเสด็จปรินิพพาน เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ เรียกว่า " ทรงปลงอายุสังขาร " หลังจากปลงอายุสังขารแล้วพระพุทธเจ้าก็ได้เสด็จ
เทศนาสั่งสอนไปตามเมืองต่างๆ จนมาถึงเมืองปาวา และพักที่บ้านของนายจุนทะ บุตรช่างทอง นายจุนทะได้ถวายสุกรมัททวะ ( หมูอ่อน ) เมื่อพระพุทธองค์เสวยแล้วก็ประชวรหนัก แต่ก็ทรงเสด็จต่อไปยังเมืองกุสินาราประทับอยู่ใต้ต้นสาละ แล้วตรัสว่า เมื่อเสด็จปรินิพพานแล้ว จะมีสิ่งที่ระลึกถึงพระองค์ 4 อย่าง ( สังเวชนียสถาน 4 แห่ง ) คือ
           - สถานที่ประสูติ คือ สวนลุมพินีวัน
           - สถานที่ตรัสรู้ คือ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ( ควงโพธิที่พุทธคยา )
           - สถานที่แสดงปฐมเทศนา คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ปัจจุบัน เรียกว่า สารนาถ
           - สถานที่ปรินิพพาน คือ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ปัจจุบันเรียกว่า กาเซีย
และพระพุทธเจ้าได้อุปสมบท สุภัททะ เป็นสาวกองค์สุดท้าย ก่อนปรินิพพานพระองค์ทรงประทานโอวาทที่สำคัญแก่พระสาวก 2 ประการ คือ
          1. เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้วให้ถือว่า พระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์
          2. ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า "ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด " ( อปฺปมาเทน สํมฺปาเทถ )
และหลังจากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ท่ามกลางหมู่สาวก ใต้ต้นสาละ เมืองกุสินารา เมื่อพระชนมายุ 80 พรรษาทรงเทศนาสั่งสอนมาเป็นเวลา 45 ปี

     

ตั้งแต่ตรัสรู้ถึงปรินิพพานเป็นระยะเวลา 45 พรรษา พระองค์จาริกไปยังแว่นแคว้นต่างๆ ในชมพูทวีปตอนเหนือ เพื่อเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระองค์ พร้อมทั้งอบรมสาวกตั้งพุทธบริษัทขึ้นอย่างมั่งคั่ง ยากที่จะเรียงลำดับได้ว่าปีใดพระองค์เสด็จไป ณ ที่ใดและทรงสั่งสอนอะไรบ้าง เท่าที่นักวิจารณ์ได้พยายามวิจัยไว้พอจะเรียบเรียงได้ตามช่วงการเข้าพรรษาของพระองค์ในที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้

      พรรษาที่ 1 ตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ ณ คืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (กลางเดือน 6) 2 เดือนต่อมา คือวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ (กลางเดือน 8) ทรงเทศนาโปรดเบญจวัคคีย์ (คณะ 5 คน) ที่ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน ด้วยธรรมจักกัปปวัตนสูนร ต่อมาอีก 5 วันทรงเทศนาโปรดเบญจวัคคีย์ด้วยอนัตตลักขณสูตร วันต่อมาได้พระยสเป็นสาวก ทรงจำพรรษาที่เมืองพาราณสี แคว้นกาสี (ปัจจุบันอยู่ในรัฐอุตรประเทศ)
      พรรษาที่ 2 เสด็จเสนานิคม ในตำบลอุรุเวลกัสสปะ นทีกัสสปะ คยากัสสปะ กับศิษย์ 1000 คน ตรัสอาทิตตปริยายสูตรที่คยาสีสะ เสด็จราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ กษัตริย์เสนิยะพิมพสารทรงถวายสวนเวฬุวันแต่พระสงฆ์ ได้สารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นสาวก อีก 2 เดือนต่อมา เสด็จกบิลพัสดุ์ ทรงพำนักที่นิโครธารามได้สาวกมากมาย เช่น นันทะ ราหุล อานนท์ อุบาลี เทวทัต และพระญาติอื่นๆ อนาถปิณฑิกะอาราธนาสู่กรุงสาวัตถีแห่งแคว้นโกศล ถวายสวนเชตะวันแด่คณะสงฆ์ ทรงจำพรรษาที่นี่
      พรรษาที่ 3 นางวิสาขาถวายบุพพาราม ณ กรุงสาวัตถี ทรงจำพรรษาที่นี่
      พรรษาที่ 4 ทรงจำพรรษาที่เวฬุวัน ณ กรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ
      พรรษาที่ 5 โปรดพระราชบิดาจนบรรลุอรหัตผลทรงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างพระญาติฝ่ายสักกะกับพระญาติฝ่ายโกลิยะ
เกี่ยวกับการใช้น้ำในแม่น้ำโรหินี ทรงบวชพระนางปชาบดีโคตมีและคณะเป็นภิกษุณี
      พรรษาที่ 6 ทรงแสดงยมกปาฎิหาริย์ในกรุงาสวัตถี ทรงจำพรรษาบนภูเขามังกลุบรรพต
      พรรษาที่ 7 ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถี ระหว่างจำพรรษาเสด็จขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์โปรดพระมารดาด้วยพระอภิธรรม
      พรรษาที่ 8 ทรงเทศนาในแคว้นภัคคะ ทรงจำพรรษาในสวนเภสกลาวัน
      พรรษาที่ 9 ทรงเทศนาในแคว้นโกสัมพี
      พรรษาที่ 10 คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีแตกแยกอย่างรุนแรง ทรงตักเตือนไม่เชื่อฟัง จึงเสด็จไปประทับและจำพรรษาในป่าปาลิเลยยกะ ช้างเชือกหนึ่งมาเฝ้าพิทักษ์และรับใช้ตลอดเวลา
      พรรษาที่ 11 เสด็จกรุงสาวัตถี คณะสงฆ์แห่งโกสัมพีปรองดองกันได้ ทรงจำพรรษาในหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อเอกนาลา
      พรรษาที่ 12 ทรงเทศนาและจำพรรษาที่เวรัญชา เกิดความอดอยากรุนแรง
      พรรษาที่ 13 ทรงเทศนาและจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
      พรรษาที่ 14 ทรงเทศนาและจำพรรษาที่กรุงสาวัตถึ ราหุลอุปสมบท
      พรรษาที่ 15 เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ สุปปพุทธะถูกแผ่นดินสูบเพราะขัดขวางทางผ่าน
      พรรษาที่ 16 ทรงเทศนาและจำพรรษาที่อาลวี
      พรรษาที่ 17 เสด็จกรุงสาวัตถี กลับมาอาลวีและทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์
      พรรษาที่ 18 เสด็จอาลวี ทรงจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
      พรรษาที่ 19 ทรงเทศนาและจำพรรษาบนภูเขาจาลิกบรรพต
      พรรษาที่ 20 โจรองคุลีมาลกลับใจเป็นสาวก ทรงแต่งตั้งให้พระอานนท์รับใช้ใกล้ชิดตลอดกาล ทรงจำพรรษาที่กรุงราชคฤห์ ทรงเริ่มบัญญัติพระวินัย
      พรรษาที่ 21-44 ทรงยึดเอาเชตะวันและบุพพารามในกรุงราชคฤห์เป็นศูนย์เผยแผ่และที่ประทับจำพรรษา เสด็จพร้อมสาวกออกเทศนาโปรดเวไนยสัตว์ตามแว่นแคว้นต่างๆ โดยรอบ
      พรรษาที่ 45 และสุดท้าย ปรากฎในมหาปรินิพพานสูตร มหาสุทัสนสูตร และชนวสภสูตร ความว่า พระเทวทัตปองร้ายพระพุทธเจ้าบริเวณเขาคิชฌกูฎใกล้กรุงราชคฤห์ ถึงกับพระบาทห้อโลหิต ทรงได้รับการบำบัดจากหมอชีวก วัสสการเข้าเผ้า เสด็จอัมพลัฎฐิกา นาลันทา และปาฎลิคามตามลำดับ ทรงข้ามแม่น้ำคงคาที่โตมดิตถ์ เสด็จต่อไปยังโกฎิคาม นาทิคาม และเวสาลี ทรงพำนักในสวนของนางคณิกาอัมพปาลี เสด็จจำพรรษาที่เวฬุวัน ทรงเริ่มประชวร และ 3 เดือนต่อมาเสด็จสู่ปรินิพพานในเมืองกุสินาราแห่งแคว้นมัลละ